Planter Box หากแปลตรงตัวจะแปลว่า “กระบะปลูกพืช” ซึ่งในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่จะนึกถึงกล่องสี่เหลี่ยมที่ใช้ปลูกต้นไม้หรือดอกไม้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า Planter Box ยังหมายถึงพื้นที่ปลูกพืชภายในหรือบริเวณรอบๆ อาคารที่เป็นแบบ Built-In ได้อีกด้วย ซึ่งในบทความนี้ ทาง Matiply จะพาไปชมข้อมูลแบบละเอียดพร้อมรูปตัวอย่างในแบบต่างๆ กัน
Planter Box คืออะไร
Planter Box หรือ “กระบะปลูกพืช” คือภาชนะหรือพื้นที่ที่มีขอบเขตชัดเจน ซึ่งใช้สำหรับปลูกต้นไม้ ดอกไม้ หรือพืชชนิดอื่นๆ โดยจะเป็นการปลูกในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้
จุดต่างที่สำคัญระหว่าง Planter Box กับการปลูกพืชบนพื้นดินทั่วไปก็คือ Planter Box จะเป็นการปลูกในภาชนะ หรือกรณีที่เป็นพื้นที่ Built-In ในอาคารก็มักจะเป็นการปลูกบนพื้นปูน ทำให้ต้องมีการวางระบบระบายน้ำให้ดี มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาน้ำขังจนเกิดความเสียหายแก่พืชและบริเวณรอบข้าง
Planter Box มีกี่ชนิด
Planter Box หากแบ่งตามลักษณะรูปลักษณ์และการจัดวาง ก็จะแบ่งได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่
1. กระบะปลูกพืชทั่วไป

เป็น Planter Box ที่มีลักษณะคล้ายกระถาง แต่มีขนาดใหญ่กว่า และมักจะเป็นทรงสี่เหลี่ยม คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ Planter Box ชนิดนี้มากที่สุด เพราะนิยมใช้ทั่วไปตามบ้านและอาคาร รวมถึงในเชิงการเกษตร
2. ระบบพื้นที่ปลูกพืชภายในและบริเวณอาคาร

ตัวอย่างเช่น สวนในอาคาร สวนรอบอาคาร สวนดาดฟ้า รวมถึงพื้นที่ปลูกพืชอื่นๆ บริเวณอาคารที่ไม่ใช้กระถาง ซึ่งมักจะเป็นแบบ Built-In คือปลูกบนโครงสร้างของอาคารเลย การวางระบบระบายน้ำให้ดีจะมีความสำคัญต่อ Planter Box ชนิดนี้มาก เพราะหากเกิดปัญหาน้ำท่วมขังก็อาจทำให้ตัวอาคารเสียหายได้
ทั้งนี้ Planter Box ชนิดนี้จะนิยมทำระบบระบายน้ำด้วยอุปกรณ์เฉพาะทางอย่าง Drainage Cell และ Geotextile
3. กระบะปลูกพืชแบบแขวน

มีลักษณะเหมือนกระบะปลูกพืชทั่วไป แต่จะแขวนไว้กับเพดานหรือสิ่งอื่นๆ แทนการวาง มีจุดเด่นคือช่วยประหยัดพื้นที่และมีความเป็นเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับการปลูกในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด หรือการตกแต่งที่ต้องการเพิ่มลูกเล่นความน่าสนใจ
4. กระบะปลูกพืชแบบสวนแนวตั้ง

เป็นการปลูกพืชบนผนังหรือวัสดุอื่นในแนวตั้ง มีความเหมาะสมลงตัวกับการปลูกในเมือง เพราะใช้พื้นที่น้อย ทั้งยังมีความโดดเด่นแปลกตา จึงช่วยเพิ่มความน่าสนใจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ที่ปลูกได้
ข้อดีของ Planter Box
Planter Box เป็นตัวเลือกการปลูกพืชที่ได้รับความนิยมเนื่องด้วยข้อดีต่างๆ เช่น
- ดูแลง่าย เนื่องจากการปลูกพืชใน Planter Box จะมีขอบเขตพื้นที่จำกัด อีกทั้งยังสามารถควบคุมปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้ดีกว่าการปลูกบนพื้นดินตามธรรมชาติ การดูแลจึงนับว่าง่ายและสะดวกกว่า
- ใช้พื้นที่น้อย การปลูกพืชใน Planter Box จะใช้พื้นที่น้อยกว่าการปลูกบนพื้นดินตามธรรมชาติ ทั้งยังมีตัวเลือกการปลูกแบบแขวนและแบบสวนแนวตั้ง ที่ช่วยให้สามารถประหยัดพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้นอีก
- ปลูกได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง การปลูกพืชใน Planter Box จะรองรับทั้งการปลูกในร่มและกลางแจ้ง แต่ก็ต้องเลือกชนิดพืชและวัสดุของภาชนะปลูก รวมถึงวางแนวทางการดูแลให้เหมาะสมด้วย
- มีปัญหาเรื่องศัตรูพืชและวัชพืชน้อย หากเทียบกับการปลูกบนดินตามธรรมชาติ ซึ่งเสี่ยงเจอสัตว์ แมลง และเชื้อโรคหลากหลายชนิดมากกว่า การปลูกพืชใน Planter Box ก็นับว่ามีความปลอดภัยสูงกว่า
- มีความยืดหยุ่นในแง่ของดีไซน์สูง ปัจจุบัน Planter Box นั้นมีให้เลือกมากมายหลากหลายแบบ ทั้งในแง่ของขนาด สี รูปทรง และวัสดุที่ใช้ จึงมีความยืดหยุ่นในแง่ของดีไซน์สูง สามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการ
- ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอาคาร ด้วยข้อดีที่ดูแลง่ายและใช้พื้นที่น้อย Planter Box จึงเป็นอีกหนทางที่น่าสนใจในการเพิ่มมูลค่าให้กับอาคาร
- ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แล้ว Planter Box ก็ยังสามารถถูกใช้เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นองค์กรสีเขียวได้อีกด้วย
ข้อเสียและข้อจำกัดของ Planter Box
ในส่วนของข้อเสียและข้อจำกัดของ Planter Box ก็จะมีดังนี้
- ต้องวางระบบระบายน้ำให้ดี ระบบระบายน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการปลูกพืชใน Planter Box เพราะหากวางระบบไม่ดี ก็อาจทำให้น้ำท่วมขังจนเกิดความเสียหายต่อพืชและบริเวณรอบข้างได้
- ต้องได้รับการดูแลสม่ำเสมอ แม้การปลูกพืชใน Planter Box จะดูแลง่าย เมื่อเทียบกับการปลูกพืชในอีกหลายๆ รูปแบบ แต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมออยู่ดี
- มีอายุการใช้งานจำกัด เช่นเดียวกับสิ่งของทั่วไป Planter Box ก็มีอายุการใช้งานที่จำกัด เมื่อถึงเวลาก็อาจต้องเปลี่ยนใหม่ อย่างไรก็ตาม การเลือกวัสดุของ Planter Box ที่มีคุณภาพและมีความทนน้ำทนแดด รวมถึงมีการดูแลอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยส่งเสริมอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้นได้
การติดตั้งระบบระบายน้ำใน Planter Box

Planter Box จะต้องมีระบบระบายน้ำที่ดี เพื่อป้องกันปัญหาน้ำขัง ซึ่งในกรณีของ Planter Box ที่มีขนาดใหญ่ หรือเป็นแบบพื้นที่ปลูกพืช Built-In บริเวณอาคาร ก็จะนิยมทำระบบระบายน้ำโดยใช้ Drainage Cell และ Geotextile คู่กัน
Drainage Cell คือแผ่นระบายน้ำทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่มีความทนทานสูง ใช้สร้างชั้นใต้ดินที่ช่วยให้น้ำส่วนเกินสามารถระบายออกได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยกักเก็บความชื้นส่วนที่จำเป็นไว้
ส่วน Geotextile คือแผ่นใยสังเคราะห์ที่มีความทนทานและมีคุณสมบัติน้ำซึมผ่านได้ ใช้กรองชั้นหินและดินรวมถึงรากของพืชไม่ให้เข้ามาอุดตันในชั้น Drainage Cell
ซึ่งการทำระบบระบายน้ำด้วย Drainage Cell และ Geotextile ก็จะมีตัวอย่างขั้นตอนดังนี้
- เตรียมพื้นที่ติดตั้ง ควรเป็นพื้นผิวเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวาง โดยอาจติดตั้งเมมเบรนกันซึมก่อนหากจำเป็น แล้วปล่อยให้เซ็ตตัวจนสมบูรณ์
- ติดตั้ง Drainage Cell ดำเนินการติดตั้ง Drainage Cell ให้คลุมพื้นทั้งหมด รวมถึงคลุมบริเวณขอบโดยรอบให้สูงเท่าประมาณชั้นดินที่จะใส่ โดย Drainage Cell แต่ละแผ่นจะเชื่อมกันด้วยระบบ Interlocking ในกรณีที่ Drainage Cell บางส่วนมีขนาดไม่พอดี ก็จะต้องตัดโดยใช้คัตเตอร์ เลื่อย หรือเครื่องตัด
- ติดตั้ง Geotextile ดำเนินการติดตั้ง Geotextile ให้คลุม Drainage Cell ทั้งหมด รวมถึงบริเวณขอบ ระวังอย่าให้มีรอยรั่วโดยเฉพาะบริเวณที่ Geotextile แต่ละแผ่นคาบเกี่ยวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ดินเข้าไปอุดตันในชั้น Drainage Cell ได้
- ลงดินใน Planter Box จบท้ายด้วยการลงดินใน Planter Box โดยอย่าให้เนื้อแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้น้ำระบายออกยาก และจะต้องมีความเหมาะสมกับพืชที่ปลูก เพียงเท่านี้การทำระบบระบายน้ำด้วย Drainage Cell และ Geotextile ใน Planter Box ก็เสร็จสมบูรณ์
บทสรุป
Planter Box คือภาชนะหรือพื้นที่ที่มีขอบเขตชัดเจน ซึ่งใช้สำหรับปลูกต้นไม้ ดอกไม้ หรือพืชชนิดอื่นๆ โดยจะแบ่งได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่ กระบะปลูกพืชทั่วไป กระบะปลูกพืชแบบแขวน กระบะปลูกพืชแบบสวนแนวตั้ง และระบบพื้นที่ปลูกพืชภายในและบริเวณอาคาร (มักจะเป็นแบบ Built-In และทำด้วยปูน)
เหตุผลที่ Planter Box เป็นที่นิยมก็เนื่องด้วยข้อดีต่างๆ เช่น ดูแลง่าย ใช้พื้นที่น้อย ปลูกได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง มีปัญหาเรื่องศัตรูพืชและวัชพืชน้อย มีความยืดหยุ่นในแง่ของดีไซน์สูง ทั้งยังเป็นวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับอาคารและเป็นวิธีส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมขององค์ที่สามารถทำได้โดยง่าย
Matiply ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานภูมิทัศน์
Matiply เป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับงานภูมิทัศน์ เช่น Geotextile, Drainage Cell, Geocell, Grass Paver ฯลฯ ทั้งสำหรับงานโครงการและผู้ใช้ทั่วไป
ที่ Matiply เราคัดเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ จำหน่ายในราคาย่อมเยา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยผลักดันแนวคิดเมืองสีเขียว ให้ประเทศไทยมีความร่มรื่นน่าอยู่และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
หากท่านใดสนใจรับคำปรึกษาหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์งานภูมิทัศน์กับทาง Matiply ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ ทาง Matiply ยินดีให้บริการค่ะ